หมอเกริกบอกเหตุผล ทำไมไทยต้องรีบ ซื้อ เรมเดซิเวียร์

ยาหยี อีจัน

ยาหยี อีจัน

8 กันยายน 2564

หมอเกริกบอกเหตุผล ทำไมไทยต้องรีบ ซื้อ เรมเดซิเวียร์

หลายคนคงจะคุ้นหูกับยาที่ทางการเเพทย์ใช้ รักษาโควิดคือ ฟาวิพิราเวียร์ ที่สามารถช่วยรบไวรัสร้าย ในคนที่มีอาการหนักค่อนข้างได้ผลดี เเต่ตอนนี้มียาตัวใหม่ ที่จะมาช่วย รับมืออีกทางคือ ยาเรมเดซิเวียร์

เรมเดซิเวียร์ คืออะไร จันจะพาทุกคนมาคลายสงสัย ไปพร้อมๆกับจัน

เรมเดซิเวียร์ เป็นยาต้านไวรัสที่พัฒนาโดยบริษัทยาของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับโรงงานผลิต 10 แห่งในอินเดีย ทำให้ไทยได้รับยาต้านไวรัสชนิดนี้ในราคาที่สามารถจับต้องได้ (ประมาณ 2 หมื่นบาทต่อคอร์สการรักษา 6 วัน) และเข้าถึงวิธีการรักษาที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนานาอารยประเทศ

แม้เรมเดซิเวียร์อาจไม่ได้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ช่วยทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกได้ในหลายๆ แง่มุม เช่น ลดจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาล จำนวนวันที่นอน ICU และวันที่ต้องใช้ออกซิเจน อีกทั้งยังช่วยลดความตึงมือต่อบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

จากเดิมที่จะใช้เรมเดซิเวียร์กับคนไข้สีแดงเข้มเท่านั้น คนจึงเข้าถึงตัวยาได้น้อย แต่ถ้าปรับมาให้ยาตั้งแต่ตอนที่คนไข้ยังเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีแดงอ่อน คนก็จะเข้าถึงตัวยานี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

นายแพทย์เกริก อัศวเมธา อายุรแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ ถึงประเด็นการสร้างความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ยาต้านไวรัสที่กลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่ใช้ต่อกรกับโรคโควิดที่มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิดที่เชื้อลงปอด พร้อมทั้งพูดคุยถึงข้อจำกัดสำคัญในการเข้าถึงยาต้านไวรัสชนิดนี้ รวมถึงมุมมองที่จะสะท้อนให้เห็นว่า เรมเดซิเวียร์ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกสถานการณ์วิกฤตโควิดภายในประเทศไทยได้อย่างไร

เรมเดซิเวียร์ เป็นยาต้านไวรัสชนิดหนึ่งที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา ไม่ว่าจะเป็น โรคซาร์ส (SARS) เมอร์ส (MERS) และอีโบลา (Ebola) ก่อนที่จะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโควิด นับตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนโควิดที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานได้เป็นกรณีฉุกเฉิน โดยผลการศึกษาประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสชนิดนี้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี มีส่วนสำคัญในการช่วยยับยั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนไวรัส ส่งผลให้เรมเดซิเวียร์ได้รับการอนุมัติและบรรจุในบัญชียาสำหรับใช้รักษาผู้ป่วยโควิดที่มีอาการรุนแรงแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อินเดีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น

“ยาต้านไวรัส ไม่ว่าจะเป็นฟาวิพิราเวียร์หรือเรมเดซิเวียร์เอง เราอยากให้ในช่วงแรกของโรค เป็นช่วงไวรัสเฟส ถ้าบางคนมาด้วยอาการในวันที่ 10 แล้ว อาจแปลว่าใกล้จะหายแล้ว การใช้ยาต้านไวรัสก็อาจไม่จำเป็น ถ้าเราอยากจะฆ่าไวรัส เราต้องฆ่าภายใน 7-10 วันแรก

“โดยเราจำเป็นต้องรู้ว่าคนไข้เป็นมากี่วันแล้ว ถ้าคนไข้อาการไม่เยอะ เป็นเหมือนหวัดเฉยๆ เราก็รักษาเหมือนหวัด เอกซเรย์ปอดแล้วไม่มีปัญหาอะไร ค่าออกซิเจนดี กลุ่มนี้ก็จะถือว่าเป็นหวัด กลุ่มนี้ยาต้านไวรัสก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไร แต่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างคนที่อายุเยอะ 60 ปีขึ้นไป หรือว่าคนไข้ที่เป็นโรคอ้วน คนที่มีโรคประจำตัวเยอะ กลุ่มนี้มักจะต้องประเมินและอาจจะต้องได้รับยาต้านไวรัสเร็วหน่อย เพราะว่าเขามีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงได้

“ขณะที่คนไข้บางรายอาจมีอาการรุนแรงได้แล้วตั้งแต่ในเฟส 1 โดยเฉพาะสายพันธ์ุอัลฟาหรือเดลตา เพราะเชื้อแบ่งตัวเร็วขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยบางรายจะมีอาการทรุดตั้งแต่วันที่ 7-8 ออกซิเจนจะเริ่มร่วง โดยเฉพาะคนไข้ที่มีโรคประจำตัว คือเรามีเวลารอที่จะพิจารณาการให้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือเรมเดซิเวียร์ แต่เรารอนานเกินไปไม่ได้ ถ้าเรารอจนปอดอักเสบไปเยอะมากแล้ว ยาก็อาจจะได้ประโยชน์ไม่ชัดเจนแล้ว เพราะคนไข้เข้าไปสู่เฟสที่มีการอักเสบแล้ว

“การต่อสู้แบ่งเป็น 2 ยก ยกแรกไวรัสอัดเรา ยกสองการอักเสบอัดเรา เราจำเป็นจะต้องทำให้คนไข้ไม่ช้ำเกินไป ภายใน 7-10 วันแรก ถ้ามียาต้านไวรัสตัวใดที่เหมาะสม เพื่อทำให้ปอดไม่ช้ำเกินไป เพราะปอดของคนไข้จะทรุดลงอีกครั้งได้เมื่อยกสองมาถึง”

เรมเดซิเวียร์ในฐานะ ‘Game Changer’

แม้ว่างานวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะบ่งชี้ว่ายาต้านไวรัสชนิดนี้อาจไม่ได้ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่การแนะนำไม่ให้แพทย์ใช้เรมเดซิเวียร์เป็นตัวยาหลักในการรักษาผู้ป่วยโควิด แต่นักวิจัยในหลายประเทศอย่างสหรัฐฯ ได้นำเรมเดซิเวียร์ไปศึกษาในเคสผู้ป่วยหนัก พบว่า แม้เรมเดซิเวียร์จะไม่ได้ลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคลายภาวะตึงมือของระบบสาธารณสุขที่ห้อง ICU เต็ม เตียงผู้ป่วยขาดแคลนได้

สิ่งสำคัญที่สุด ข้อจำกัดในการเข้าถึงเรมเดซิเวียร์ เพราะชีวิตรอไม่ได้

ประเทศไทยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเรมเดซิเวียร์อยู่พอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อมูลงานวิจัยของ WHO ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น อีกทั้งแนวทางของกรมการแพทย์ รวมถึงคณะกรรมการอาหารและยา ที่จำกัดการรักษาให้อยู่ในกลุ่มเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น รวมถึงจะต้องกระจายตัวยาดังกล่าวไปยังหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมควบคุมโรค และสถานพยาบาลที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเห็นชอบเท่านั้น เปรียบเสมือนเป็นกำแพงสำคัญในการเลือกจ่ายยาให้กับผู้ป่วย

“ถ้าเราทำความเข้าใจกับสาธารณสุข ก็อาจจะถูกจำกัดด้วยราคา แต่ถ้าเราอ้างจากแนวทางในการรักษาของกรมการแพทย์ เขาจะอ้างอิงข้อมูลจาก WHO ว่ายาต้านไวรัสชนิดนี้ไม่ได้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางดังกล่าวไม่ได้ให้พื้นที่กับเรมเดซิเวียร์มากนัก อาจเพราะไม่ได้คิดว่าเราจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดมากขนาดนี้ โรงพยาบาลจะมีผู้ป่วยล้นขนาดนี้ คนไข้จะไม่มีเตียง บุคลากรทางการแพทย์จะถึงจุดที่เหนื่อยล้ามากๆ 

“โดยเขาให้พื้นที่เรมเดซิเวียร์เฉพาะในคนที่ตั้งครรภ์ และคนที่มีปัญหาการดูดซึมของทางเดินอาหาร พอต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็พยายามเริ่มปรับ ถ้าคุณเป็นกลุ่มที่ได้รับออกซิเจนแรงดันสูง ภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากนอนโรงพยาบาล นับเป็นครั้งแรกที่เขาพยายามปรับให้มาใช้กับคนไข้กลุ่มแดงเข้ม เป็นก้าวแรกที่คนไข้ในโรงพยาบาลรัฐบาลจะได้เรมเดซิเวียร์ง่ายขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลเอกชน เราไม่ได้รักษาตามแพตเทิร์นนี้เป๊ะๆ อยู่แล้ว ถ้ามีอาการปอดอักเสบในระดับหนึ่ง เราให้ได้เลย เราให้เร็วกว่าอยู่แล้ว

“ดังนั้นเราจะเห็นว่ายังมีสิ่งที่พัฒนาได้ ถ้าเรากลับไปอ้างอิงงานศึกษาที่คนไข้ที่มีออกซิเจนลดต่ำกว่า 94% คนกลุ่มนี้ไม่ใช่สีแดงเข้ม แต่คนกลุ่มนี้คือสีเหลืองเข้ม หรือสีแดงอ่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากเรมเดซิเวียร์ แต่ในขณะที่ไกด์ไลน์ไปเลือกให้คนในกลุ่มสีแดงเข้ม ซึ่งในงานวิจัยระบุว่า กลุ่มนี้ได้ประโยชน์น้อย อยากให้คนกลุ่มใหญ่ที่ได้ประโยชน์อย่างกลุ่มสีเหลืองเข้มเข้าถึงยาได้เร็วกว่านี้

“ข้อจำกัดอีกอย่างก็น่าจะเป็นเรื่องของราคา เนื่องจากราคาต่างกันเยอะ เป็นปัญหาหลักที่ทำให้คนไข้บางกลุ่มอาจเข้าถึงตัวยาได้ยาก

สำหรับจัน ชีวิตคนกับราคา มันตรค่ากันได้ยาก

คลิปอีจันแนะนำ
longcovid คืออะไร
หมอเกริกบอกเหตุผล ทำไมไทยต้องรีบ ซื้อ เรมเดซิเวียร์