กทม. เพิ่มเตียง รองรับ ผู้ป่วยโควิด อีก 50% จากที่มีอยู่
โอ๋ อีจัน
23 กุมภาพันธ์ 2565

เมื่อวานนี้ (22 ก.พ. 65) พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 8 ประจำปี 2565 ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า และระบบทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยในที่ประชุม สำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ กทม. ได้รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 รวมถึงการเตรียมพร้อมสถานพยาบาลเพื่อผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้รับมอบนโยบายจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น จึงได้มอบนโยบายให้กรุงเทพมหานคร เตรียมพร้อมศักยภาพการขยายเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ให้ได้อีก 50% ของจำนวนที่มีอยู่เดิม และเพิ่มขีดความสามารถในการรับส่งผู้ป่วยของศูนย์เอราวัณ ไม่ให้มีผู้ป่วยตกค้างหรือตกหล่น
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้มีนโยบายเตรียมพร้อมศักยภาพการขยายเตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 หากมีแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยผู้ติดเชื้อไม่มีอาการหรืออาการน้อย เป็นผู้ป่วยระดับสีเขียว จะเข้าระบบการดูแลที่บ้านหรือชุมชน (HI/CI First) ซึ่งในส่วนของผู้ติดเชื้อที่เข้าระบบการรักษาแบบ Home Isolation (HI) จะได้รับการดูแลจากศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง คลินิกอบอุ่น และโรงพยาบาลทุกสังกัด ปัจจุบันมียอดสะสม 55,539 ราย อยู่ระหว่างรักษา 22,623 ราย จำหน่ายสะสม 32,916 ราย จากสถิติผู้ป่วยที่อยู่ระหว่าง HI ยังไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ก.พ. 65 เวลา 14.00 น.) ซึ่งประชาชนมั่นใจได้ว่าหากติดเชื้อโควิด-19 และเข้าระบบการรักษาแบบ HI/CI ก็จะได้รับการรักษาตามมาตรฐานที่ดี โดยมีการติดตามประเมินอาการจากแพทย์ทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ 50 เขตเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ในกลุ่ม 608 และกลุ่มเด็ก ให้ได้ตามเป้าหมายและครอบคลุมมากที่สุด รวมทั้งเน้นย้ำช่องทางการติดต่อ หากพบว่าตนเองติดเชื้อ โดยสามารถโทรแจ้งได้ที่สายด่วน สปสช. โทร 1330 กด 14, สายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 กด 2, และศูนย์ EOC ของ 50 สำนักงานเขต ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ได้เพิ่มช่องทางในการประสานเข้าระบบรักษาเพิ่มเติม ผ่าน เพจเฟซบุ๊ก “เทศกิจอาสา” สำหรับผู้ป่วยที่เข้าสู่ระบบได้ยากกว่าผู้ป่วยรายอื่น เช่น ผู้ป่วยเด็ก และคนท้องที่มีความเสี่ยง สามารถประสานเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาให้เร็วที่สุด