บอร์ดอีวีไฟเขียว! ลดภาษี HEV-MHEV ดันไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางผลิตใน
ตู๋ อีจัน
4 ธันวาคม 2567

นายกฯ อิ้งค์ นำทีมประชุมบอร์ดอีวี เคาะมาตรการหนุน HEV-MHEV เร่งไทยก้าวสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของโลก


วันนี้ (4 ธ.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมเห็นชอบมาตรการสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่
1. การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ Hybrid (HEV) และ Mild Hybrid (MHEV)
2. การขยายเวลาการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV3 ให้สามารถโอนไปยังมาตรการ EV3.5 ลดภาษี HEV-MHEV หนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ
มาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมรถยนต์ HEV และ MHEV มีเงื่อนไขที่สำคัญ เช่น
• อัตราภาษีสรรพสามิตคงที่ 7 ปี (พ.ศ. 2569–2575)
• จำกัดการปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 120 g/km
• ผู้ผลิตต้องลงทุนในประเทศเพิ่มเติมขั้นต่ำ 3,000–5,000 ล้านบาท
• ใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น แบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน
นอกจากนี้ รถยนต์ HEV ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 ระบบ เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินและระบบเตือนการชน ส่วน MHEV ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าผสมเชื้อเพลิง ได้รับการส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งเซกเมนต์ที่ไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก
ทั้งนี้บอร์ดอีวีได้ปรับเงื่อนไขมาตรการ EV3 เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายในประเทศที่ชะลอตัวอย่างหนัก โดยอนุญาตให้ขยายการผลิตชดเชยจากเดิมปี 2567–2568 ไปเป็นปี 2569–2570 ภายใต้มาตรการ EV3.5 ซึ่งกำหนดการผลิตชดเชยในอัตราส่วนที่สูงขึ้น
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการขยายเวลาดังกล่าวจะไม่ได้รับเงินอุดหนุน จนกว่าจะผลิตชดเชยได้ครบตามเงื่อนไข รวมถึงอนุญาตให้นำรถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ที่ยังไม่ได้จำหน่ายส่งออกต่างประเทศ
ล่าสุด การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มีมูลค่ารวมกว่า 81,000 ล้านบาท โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.–ต.ค. 2567) ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อยู่ที่ 59,746 คัน เพิ่มขึ้น 3% และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 21,657 คัน เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
มาตรการทั้งหมดนี้คาดว่าจะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกในทุกประเภท” ในอนาคตอันใกล้